PwC คาดจะเกิดศึกแย่งตัวคนเก่งดิจิทัล-คลาวด์ ขาดแคลนหนักทั่วโลก

ที่มาภาพ: Reuters/Steve Marcus

PwC คาดจะเกิดศึกแย่งตัวคนเก่งดิจิทัล ต้องเร่งพัฒนาทักษะดาต้า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และคลาวด์ เพราะขาดแคลนหนัก เป็นปัญหาระดับโลก นายจ้างไม่สามารถหาแรงงานที่เหมาะสม

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านแรงงาน (workforce trends) โดย PwC ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ คาดองค์กรไทยจะเผชิญกับภาวะการแย่งชิงทาเลนต์ (talent) ที่มีทักษะทางด้านดิจิทัลขั้นสูงมากขึ้น พร้อมแนะภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันยกระดับทักษะแรงงาน ให้มีความครอบคลุมเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงงานในอนาคตและลดความเสี่ยงจากการถูกเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงาน

บริษัทแย่งคนมีทักษะดิจิทัล

“ดร. ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์” หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่สำคัญหลายด้าน ทั้งความต้องการในการเพิ่มพูนทักษะแรงงานทางด้านดิจิทัล (digital upskilling) ที่เพิ่มขึ้น การปรับรูปแบบของการทำงานไปสู่การทำงานระยะไกล (remote working) รวมไปถึงความกังวลของการเข้ามาของเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ (automation) ที่อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานในอนาคต เป็นต้น

“การจ้างแรงงานที่มีทักษะสูง (skilled workforce) ในโลกยุคนิวนอร์มัล จะยิ่งมีแนวโน้มปรับตัวไปจ้างงานประเภท highly skilled workforce เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดแรงงานไทย ที่กำลังต้องการแรงงานที่มีทักษะทางด้านดิจิทัล ดาต้า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และคลาวด์ ซึ่งแรงงานประเภทนี้เรียกได้ว่า จะมีการแย่งตัวกันจนเป็น talent war รุนแรงที่สุดเลยก็ว่าได้”

“ส่วนแรงงานที่มีทักษะระดับปานกลางไปจนถึงระดับต่ำ จะมีความเสี่ยงจากการนำระบบ automation เข้ามาทดแทนการทำงาน ซึ่งตอนนี้หลายอุตสาหกรรมมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence – AI) เข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แม้กระทั่งงานประเภทคอลเซ็นเตอร์และพนักงานขายผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทนมากขึ้นเรื่อย ๆ”

การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ถือเป็นปัญหาระดับโลก ที่ทำให้งานจำนวนหลายล้านตำแหน่งในเวลานี้ต้องว่างลง นายจ้างหลายรายไม่สามารถหาแรงงานที่เหมาะสมมาทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ นั่นแปลว่า การยกระดับทักษะแรงงานของไทย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและแรงงานที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดในอนาคตจะเป็นภารกิจสำคัญที่ผู้นำภาครัฐและเอกชนต้องเร่งผลักดัน

จ้างงานรูปแบบเดิมหายไป

ดร. ภิรตา กล่าวถึงรายงาน ของ PwC ว่า ซึ่งได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มแรงงานโลก จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 32,517 คน ใน 19 ประเทศ ประกอบด้วย เจ้าของธุรกิจ พนักงานสัญญาจ้าง นักศึกษา แรงงานที่กำลังหางาน รวมไปถึงแรงงานที่ต้องถูกพักงาน หรือเลิกจ้างเป็นการชั่วคราวพบว่า วิกฤตโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลของแรงงาน

โดย 40% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ได้มีการพัฒนาทักษะดิจิทัลของตนเองในช่วงล็อกดาวน์ (lockdown) ซึ่งมาตรการดังกล่าว รวมทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ยังส่งผลให้เกิดการปรับรูปแบบการทำงานใหม่ไปสู่การทำงานระยะไกลที่คาดว่า จะยังคงอยู่ภายหลังการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง

องค์กรต่าง ๆ ยังได้หันมาพัฒนาทักษะที่ส่งเสริมการทำงานระยะไกลมากขึ้น เช่น ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ ทักษะการใช้โปรแกรมที่สนับสนุนการทำงาน เช่น การเก็บและแชร์ไฟล์บนคลาวด์ รวมถึงทักษะการประชุมและการนำเสนอผ่านออนไลน์ (video conference and virtual presentation skills) เป็นต้น

นอกจากนั้น รายงานของ PwC ระบุว่า ความมั่นคงในหน้าที่การงาน (job security) ยังคงเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของแรงงาน โดย 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความกังวลว่า ระบบอัตโนมัติจะทำให้ตำแหน่งงานจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่ 48% เชื่อว่า การจ้างงานในรูปแบบเดิมจะหายไป และ 39% คิดว่า งานที่ทำอยู่จะล้าสมัยภายใน 5 ปีข้างหน้า


เทคโนโลยีแทนที่คน

ดร. ภิรตา กล่าวด้วยว่า ในช่วงของการแพร่ระบาด องค์กรไทยส่วนใหญ่มีการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับพนักงานแบบเชิงรับ มากกว่าเชิงรุก ดังนั้น ผู้บริหารควรหันมาวางแผนการพัฒนาทักษะองค์กรในระยะยาว โดยเริ่มจากพิจารณาว่า งานในตำแหน่งอะไรที่มีโอกาสจะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และมีงานประเภทไหนที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพื่อประเมินความหมาะสมในการถ่ายโอนและเพิ่มพูนทักษะที่ต้องการต่อไป

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรไทยส่วนใหญ่มีความตื่นตัวในเรื่องของการอบรมทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับพนักงาน รวมถึงจัดให้มีสื่อการเรียนรู้ประเภท e-Learning แต่จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไทยยังคงต้องมีการยกระดับทักษะให้ครอบคลุม และปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้แรงงานมีทักษะที่จำเป็นต่อการนำเทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่คาดว่า จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะข้างหน้า”

ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) คาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายในการยกระดับทักษะแรงงานจำนวน 1.37 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา จะต้องใช้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.08 ล้านล้านบาท คิดเป็น 24,800 ดอลลาร์ต่อคน (780,000 บาทต่อคน) แต่ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงจนน่าตกใจ การเพิกเฉยจะยิ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับการพัฒนาแรงงานในอนาคต

“ในระดับองค์กร การ upskill และ reskill จะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เสริมองค์ความรู้ และเพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน นอกจากนี้ ยังช่วยปรับวิธีคิดและทัศนคติให้รู้จักที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง โดยการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ ทั้งภาวะความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และการสื่อสาร ควบคู่ไปด้วยจะทำให้ journey ของการยกระดับทักษะพนักงานมีความยั่งยืนมากขึ้น”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง